| เดือนที่ 6, 7, 8 และ 9 ของการตั้งครรภ์ของภรรยาผม ช่วงสุดท้ายนี้แทบจะไม่มีอะไรที่ต้องทำเป็นพิเศษเกี่ยวกับครรภ์ นอกจากดูแลสุภาพคุณแม่ให้สมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรคภัย ไม่ทำงานหนักจนเกินไป ไม่ทำอะไรที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และสุดท้ายก็คือเรื่องสภาพจิตใจของคุณแม่ และทั้งครอบครัว สิ่งที่เหลือที่ต้องทำก็คือการเตรียมตัวทั้งครอบครัวเพื่อการคลอด และการต้อนรับสมาชิกใหม่มากกว่า และมันก็เป็นเรื่องที่อยากจะเล่าสู่กันฟังสักหน่อย เพราะช่วงท้ายนี้นอกจากเราจะดูแลสุขภาพกายและใจให้ดีแล้ว เรายังเตรียมตัวกันทั้งในเรื่องทางโลก และทางธรรม หึหึ คือทั้งเรื่องการซื้อของเข้าบ้านสำหรับลูก และเรื่องดูหมอหาเวลาคลอดที่เหมาะสม รวมไปถึงเรื่องการตั้งชื่อด้วยคร๊าบ
ในบันทึกตอนนี้ผมจะไม่สรุปเป็นเดือนๆ แต่จะเล่าเป็นหัวข้อๆ ไปดีกว่า เริ่มจาก เรื่องการเตรียมของเข้าบ้าน เรื่องการซื้อของต่างๆ แล้วก็ปิดลงด้วยเรื่องทางโหราศาสตร์ คำถามที่น่าหนักใจแรกของผมคือ ต้องเตรียมอะไรบ้าง .. จะต้องเตรียมรึเปล่า ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ อยากให้ลูกออกมาเป็นลูกคนใช่มั๊ยล่ะ ไม่ใช่หมู หมา กา ไก่ ที่จะปล่อยให้ใช้ชีวิตไปตามบุญตามกรรมซะหน่อย .. ผมก็เริ่มต้นจากสิ่งที่ผมคิดว่าผมพอจะรู้มาก่อน ก็คือ เรื่องกิน นอน แล้วก็ขับถ่าย .. เรื่องกินที่เข้าใจว่าต้องเตรียมคือพวกขวดนมต่างๆ เรื่องนอนก็เป็นที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าห่ม แล้วก็เตียงนอน จากนั้นก็เป็นเรื่องขับถ่ายก็อย่างเดียวที่นึกออกว่าควรจะต้องเตรียม ก็คือ ผ้าอ้อม ... เอ มีอะไรอีกมั๊ยน่ะ .. ตายชัก ลืมเสื้อผ้า ตอนที่ภรรยาผมทักขึ้นมาว่าต้องซื้อเสื้อผ้าด้วย ผมตอบกลับไปอย่างมั่นใจว่า ไม่ต้องใส่เพราะเด็กจะโตเร็ว และเสื้อผ้าก็จะใช้ได้ไม่นานนัก ให้ห่มเด็กด้วยผืนผ้าธรรมดา เหมือนกับพระห่มจีวรนั่นแหละ ! กร๊าก.. สุดท้ายก็รู้ตัวว่า ความรู้ตัวเองคงจะไม่เพียงพอสำหรับการทำให้ลูกคนเป็นลูกคนจริงๆ ซะแล้วสิ.. มา เริ่มต้นกันใหม่โดยการใช้หนังสือในการอ้างอิง แต่ เอ .. จะซื้อหนังสืออะไรดีล่ะ จะต้องซื้อหนังสืออะไรบ้าง ตามร้านหนังสือทั่วไป ก็มีหนังสือเกี่ยวกับเลี้ยงเด็กมากมายก่ายกอง แต่งโดยหมอนั่น หมอนี่ อาจารย์ท่านนั้น หนูคนนี้ เยอะแยะไปหมดเลย เลือกไม่ถูก โฮ่ย... !! .. ผมก็ไปหาหนังสือ ไปยืนอ่าน แกะอ่านได้บ้าง ได้แต่ดูหน้าปกบ้าง ยืนอ่านจนจบเล่มบ้าง ฯลฯ แล้วสุดท้ายจะเลือกซื้อหนังสือเล่มไหนดี... ภรรยา ผมก็เลยโทรไปถามเพื่อนของเธอซึ่งเป็นหมอเด็ก เพื่อหาคำแนะนำว่าจะหาหนังสือเล่มไหนดีที่สุด... ก็ได้คำตอบที่น่าสนใจคือ ต้องหาเล่มไหนที่ตอบได้ว่า ถ้าเด็กไม่กิน ถ้าเด็กไม่ร้อง หรือเด็กไม่ถ่าย แล้วจะต้องทำยังไง นั่นแหละ เอาเล่มนั้นเลย... เฮ้ .. แล้วจะรู้มั๊ยล่ะเนี่ย ว่าเล่มไหนมันตอบบ้างล่ะ... ก็ต้องไปยืนอ่านกันล่ะคร๊าบ.. คราวนี้ก็ต้องถามคนอื่นต่ออีก ว่า จะต้องซื้อเล่มไหนดี ก็ถามพี่สาวของภรรยา ว่าควรจะต้องซื้อเล่มไหนดี แต่ก็คงจะลำบากนิดหน่อย เพราะว่าสามีของพี่สาวของภรรยาเค้า เป็นหมอ ถึงแม้ว่าจะเป็นหมอเฉพาะทางเรื่องหัวใจ แต่เรื่องเด็ก เค้าก็สามารถหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ไม่ยากนัก แถมยังอาศัยอยู่ กทม. อีกต่างหาก มีปัญหาก็วิ่งไปหาหมอเด็กได้ไม่ยากนัก แต่ก็ได้คำตอบเฉพาะเจาะจงมาเหมือนกันว่าต้องเป็นหนังสือชื่อว่า "สารานุกรม การเลี้ยงดูเด็ก" ซึ่งมีทั้งหมด 2 เล่มด้วยกัน (เขียนโดย นายแพทย์มิชิโอะ มัตสุดะ แปลโดยพรอนงค์ นิยม สำนักพิมพ์ หมอชาวบ้าน 2550) (ต้องขอโทษด้วย หากการอ้างอิงไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ลืมไปแล้วว่าอ้างอิงกันยังไง) เค้าฟันธงเลย บอกว่าดีจริงๆ .. เอาวะ เดี๋ยวลองไปหาดูแล้วกัน.. เอาล่ะ ผมก็ไปถามอีกล่ะ ว่าจะเอาหนังสือของใครอีก ก็ถามป้าๆ ที่ลูกเค้าโตกันหมดแล้ว เค้าอ่านหนังสือของใครเวลาเลี้ยงลูก ก็ได้คำตอบมาว่าหนังสือของ หมอชนิกา ที่จัดพิมพ์โดย รักลูกกรุ๊ป อะไรอย่างนั้น .. เอา ได้มาหลายตัวเลือกแล้ว.. ได้เวลาออกไปหาซื้อกันล่ะ ยังไม่ทันจะได้ไปซื้ออย่างจริงๆ จังๆ พี่ชายผมเค้าก็เอาหนังสือที่ชื่อว่า “คู่มือเลี้ยงเด็กทารก Baby Owner’s Manual” มาให้อ่าน หนังสือประหลาดสุดๆ ไปเลย บอกว่า เด็ก เปรียบเสมือนกับ เครื่องใช้ไฟฟ้า เหมือนโทรศัพท์มือถือ อะไรอย่างนั้น .. ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามันจะดีเท่าไหร่เลย ดันเขียนเอาฮาซะอย่างนั้น ก็เลย วางเอาไว้ก่อน แล้วก็ไปหาซื้อหนังสือเล่มอื่นๆ ที่มีคนแนะนำให้ซื้อ 
ตอนที่ไปซื้อ หนังสือของ หมอ ชนิกา ภรรยาผม ก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะว่ามีโฆษณามากเกินไป จึงทำให้รู้สึกเหมือนกับเป็นหนังสือที่เน้นโฆษณาขายของ ชวนเชื่อ มากกว่า ที่จะเป็นหนังสือให้ความรู้โดยที่ไม่มีการชี้นำความคิดของผู้อ่าน และก็ไม่มีเวลาอ่านหนังสือในร้านนานมากนัก ก็เลยดูผ่านๆ และก็ ไม่ซื้อ .. สุดท้ายก็ได้หนังสือ "สารานุกรม การเลี้ยงดูเด็ก" มาจนได้ หลังจากที่พยายามหาซื้อ จากหลายร้านแล้วไม่มีเพราะของหมด พร้อมทั้งยังได้หนังสือที่ชื่อว่า "ห่วงใยคุณแม่ ดูแลลูกน้อย : คู่มือคุณแม่ฉบับสมบูรณ์" มาประกอบการอ่านเอาความรู้ด้วย.. แค่นี้คิดว่าคงจะเพียงพอแล้วล่ะ.. เอาน่า พอแล้วแหละ... 

ยังไม่หมดๆๆ พอดีว่าช่วงนี้สนใจเรื่องเด็ก เรื่องเตรียมตัวคลอดใช่ป่ะ แล้วก็มีคนบอกว่าให้ดูรูปเด็กน่ารักๆ ลูกจะได้ออกมาน่ารักตาม ก็เลยไปซื้อนิตยาสารเกี่ยวกับเด็กมาด้วย ทั้ง รักลูก, Mother and Baby, Real Parenting… สารพัดยี่ห้อที่หน้าปกเป็นเด็กน่ารัก.. ซื้อมาเรื่อยๆ ทุกเดือน ติดต่อกัน 3-4 เดือน (เริ่มซื้อตั้งแต่ช่วงท้องเดือนที่ 3-4 แล้วมั๊ง) พร้อมกับว่า นิตยาสารที่ภรรยาสมัครเป็นสมาชิกรายปี กำลังจะหมดอายุพอดี ผมก็เลยบอกว่าให้เปลี่ยนนิตยาสารที่จะสมัครแล้วกัน จากนิตยาสารผู้หญิงๆ ที่ไม่เคยจะได้อ่านซะที เป็นนิตยาสารเกี่ยวกับแม่และเด็ก อย่างน้อยถ้ามีเอาไว้ ก็น่าจะได้อ่านมากกว่า คราวนี้ก็เลยตัดสินใจว่าจะต้องสมัคร และก็เลือกนิตยาสาร “รักลูก” เพราะเห็นว่า เนื้อหาดีที่สุด ในความคิดของพวกเรา.. พอสมัครสมาชิก ก็เลย ได้ทั้งนิตยาสาร และยังได้หนังสือของหมอชนิกา ที่ชื่อว่า “คู่มือเลี้ยงลูก : How to Raise a Baby” (ศ. พญ.ชนิกา ตู้จินดา, 2548, บริษัท รักลูกแฟมิรี่กรุ๊ป จำกัด) มาอีกเล่มหนึ่ง ก็เลยกลายเป็นว่า ได้หนังสือของหมอชนิกา ตามที่มีคนแนะนำ โดยไม่ต้องควักเงินซื้อ แถมยังถูกกว่าซื้อนิตยาสารด้วยตัวเองตามร้านหนังสือ เป็นเวลาทั้งปีอีกต่างหาก... 

สรุปแล้ว ตอนนี้ หนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเด็ก การเลี้ยงเด็ก การดูแลครรภ์ ที่มี ทั้งหมด ก็ดังนี้ครับ.. 1. สารานุกรม การเลี้ยงดูเด็ก เล่ม 1, 2 2. คู่มือเลี้ยงเด็กทารก Baby Owner's Manual 3. คู่มือเลี้ยงลูก : How to Raise a Baby 4. คู่มือตั้งครรภ์ และ เตรียมคลอด (ศ.นพ.สุวชัย อินทรประเสิร์ฐ, 2548, บริษัท รักลูกแฟมี่ลี่กรุ๊ป จำกัด) 5. 40 สัปดาห์ พัฒนาครรภ์คุณภาพ (รศ.พญ.สายฝน, นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์, 2549, บริษัท รักลูกแฟมิลี่กรุ๊ป จำกัด) 
ถ้าจะถามผมว่าเล่มไหนดีที่สุด ก็จะตอบว่าดีหมดเลย ดีคนละอย่าง จะว่ายังไงดีล่ะ สำหรับคนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้แล้ว การเอาหนังสือที่ดูเหมือนว่าจะให้ความรู้กับเรามาอ่าน มันก็รู้สึกว่าหนังสือเล่มนั้นดีทั้งหมดนั่นแหละครับ.. แต่ถ้าจะให้แนะนำจริงๆ ก็คงจะแนะนำ "40 สัปดาห์ พัฒนาครรภ์คุณภาพ", "สารานุกรม การเลี้ยงดูเด็ก เล่ม 1, 2" และ "คู่มือเลี้ยงลูก : How to Raise a Baby" ส่วนเล่มอื่นๆ ใช่ว่าจะไม่ดีนะครับ แต่ว่าเล่มที่แนะนำ 4 เล่ม ก็มากพอแล้วครับ เออ มากเกินพอแล้ว อ่านยังไงก็อ่านไม่หมดแหงๆ .. คราวนี้ ก็มาต่อเรื่อง ต้องซื้ออะไรบ้าง ดีกว่า.. ย้อน กลับมาถึงคำถามเดิม ที่ว่าต้องซื้ออะไรบ้าง ก็เปิดอ่านหนังสือทุกเล่มที่มี เพื่อที่จะสรุปว่าควระจะซื้ออะไรบ้าง อะไรที่จำเป็นจริงๆ อะไรที่มีไว้ก็ดี แต่ไม่มีก็ได้ และอะไรที่ไม่จำเป็นเลย สรุปๆ จนในที่สุด ก็ได้รายชื่อสิ่งของที่ควรซื้อจากหนังสือที่ชื่อ “คู่มือเลี้ยงเด็กทารก Baby Owner’s Manual” ซึ่งในตอนแรกรู้ว่าว่าไม่น่าจะดีเอาซะเลย แต่จริงๆ แล้วกลับเป็นหนังสือที่สั้น ได้ใจความดี และค่อนข้างสรุปเอาไว้ได้ดี และที่สำคัญ คือ มันเล่มเล็ก สามารถพกพาไปได้ง่ายกว่า เปิดหาเนื้อหาได้ง่ายกว่า เล่มนี้ก็เลยกลายเป็นหนังสืออ้างอิงแบบพกพาที่ดีที่สุดเท่าที่เรามี (แถมยังฮา และอ่านสนุกอีกด้วย) ไปซื้อของ ก็เอาไปทั้งเล่มได้เลย สรุปแล้วของที่ซื้อมาเตรียมเอาไว้ก็มีดังนี้ 1. เตียงนอนเด็ก ผมเลือกซื้อขนาดไม่มาตรฐาน ยี่ห้อ Apina แต่ว่าเป็นรุ่นที่แปลงร่างได้ คือว่า แปลงจากเตียงเด็กเล็กแบบเปล ไปเป็นเตียงเด็กโตได้ ซึ่งทำให้ลูกสามารถใช้เตียงนี้ต่อไปได้ อย่างน้อยก็จนถึงอายุสัก 10 ขวบ (ถ้าเตียงไม่พังก่อน) 2. ผ้าห่ม หมอน หมอนตุ๊กตา ... 3. อุปกรณ์อาบน้ำต่างๆ กะละมัง เตียงอาบน้ำ (มันเรียกว่าอย่างนี้มั๊ง) ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่อตัว ฟองน้ำ แชมพู สบู่ โลชั่น ครีมกันผื่น 4. ขวดนม จุกนมแบบต่างๆ เครื่องนิ่ง เครื่องปั๊มนม ถุงเก็บน้ำนม และอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ 5. เสื้อผ้าเด็ก เสื้อ กางเกง หมวก ถุงเท้า ถุงมือ ผ้าอ้อมเยอะๆ รวมไปถึงน้ำยาซักล้าง ทำความสะอาดสำหรับของใช้สำหรับเด็กด้วย.. 6. กระดาษทิชชูแบบต่างๆ เอาไว้เช็ด ทำความสะอาด, ก้านสำลี แล้วก็สำลีแบบต่างๆ.. แต่ ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ซื้อ ก็เช่น มุ๊งกันยุง, เป้สำหรับอุ้ม สะพาย ลูก, รถเข็นเด็ก, ตะกร้าใส่เด็ก, ผ้าพันขา (เพื่อนผมเค้าเรียกแบบนั้น เอาไว้ห่อตัว แล้วก็ช่วยในการจัดลักษณะทางกายภาพของลูก ทำให้ขาไม่โก่ง) โอ้วว จริงๆ แล้วก็อีกเยอะแยะมากมาย เพราะว่า ในท้องตลาดก็พยายามจะสร้างนู่นนี่ มาขายเพื่อให้พ่อแม่ที่ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่คิดอะไรมาก และมีเงินเยอะ ซื้อมาใช้นี่แหละ แต่โชคร้ายไปหน่อย ที่เราเงินน้อย และด้วยเศรษฐกิจอันเลวร้าย ก็ทำให้เรายิ่งรูดซิปมิดชิดขึ้นไปอีก.. เอ.. ซื้อครบแล้วมั๊ง ถ้าไม่ครบก็ค่อยไปหาซื้อเพิ่ม เอาให้ทันแล้วกันวะ.. มา ถึงเรื่องโรงพยาบาลต่อดีกว่า เนื่องจากว่าภรรยาซึ่งเป็นเภสัชกร เค้ามีความประสงค์ที่จะผ่าคลอดอยู่แล้ว ไม่ว่าตะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ ผมก็เชื่อว่า เค้าน่าจะเป็นคนที่ตัดสินใจในเรื่องนี้ได้ดีกว่าผมแน่นอน สรุปว่าผ่า ก็โอเค ผ่า .. คราวนี้ก็มาถึงเรื่องโรงพยาบาลกันบ้าง เนื่องจากว่าโรงพยาบาลของมหาลัยสงขลานครินทร์ จะไม่ยอมให้ผ่าคลอดจนกว่าจะถึงที่สุด ก็เลยถูกคัดชื่อออกจากตัวเลือก ก็เหลือโรงพยาบาลให้เลือกใช้บริการจริงๆ แค่ 3 โรงพยาบาลเท่านั้น แต่เราก็คัดออกไปอีก 1 เนื่องจากไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของจังหวัด (เอาเข้าไป) เหลือเพียงแค่ 2 แล้วล่ะ คือโรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่ และโรงพยาบาลราษฎร์ยินดี ผมก็ให้ภรรยาเป็นคนเลือก ถึงแม้ว่าใจของเราทั้ง 2 คน จะเอนเอียงไปที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ก็ตาม แต่เราก็อยากที่จะใช้ความเป็นเหตุเป็นผลให่มากหน่อย ทั้งค่าใช้จ่าย ทั้งความปลอดภัย ก็เป็นเรื่องใหญ่มากๆ ภรรยาผม โทรไปถามทั้ง 2 โรงพยาบาล เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย และก็ถามเพื่อนของเค้าและญาติที่เป็นหมอ ก็สรุปว่า โรงพยาบาลกรุงเทพ แล้วกัน ค่าใช้จ่ายก็พอๆ กัน และเรื่องหมอก็คงจะไม่แตกต่างกันมากนัก ส่วนหมอที่ฝากครรภ์เอาไว้ก็มีชื่อเสียงดีอยู่แล้วไว้ใจได้ สรุปโรงพยาบาลได้แล้วล่ะครับ มาถึงตอนสุดท้ายก่อนจบล่ะคำถามคือว่า จะผ่าเมื่อไหร่ดี? ก็คิดไม่ออก ก็เลยไปหาหมอดูซะ 55 จะได้ดูฤกษ์ซะ พอบอกวันเดือนปีเกิด ของว่าที่คุณพ่อคุณแม่ ทางโหรก็ไปดูฤกษ์ให้ และได้ฤกษ์มาเป็นวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 ช่วงกลางวัน เลยเอาข้อมูลนี้ไปบอกหมอที่ฝากท้อง หมอเค้าก็บอกว่า “นึกว่าจะให้คลอดเองด้วยซ้ำ” แต่สรุปว่า หมอไม่ว่างในวันและเวลาดังกล่าว เพราะว่าหมอเค้าก็เป็นอาจารย์อยู่ด้วย เค้าต้องสอนตอนกลางวัน ก็เลยไม่สามารถคลอดได้ตามฤกษ์ดังกล่าว ต้องไปหาฤกษ์มาใหม่ กลับไปหาโหรอีก บอกว่าไม่ได้ เค้าก็บ่นใหญ่ บอกว่า งั๊นให้เปลี่ยนหมอทำคลอดแล้วกัน อ้าว เราอุตส่าห์ไปฝากท้องกับเค้าตั้งแต่แรก จะให้ไปเปลี่ยนเค้าอีก... ภรรยาผมก็เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนที่เป็นหมอเด็กฟัง เค้าก็บอกมาว่า ให้เปลี่ยนหมอดูแทนแล้วกัน 555 กลับไปกลับมา .. สุดท้าย โหรโทรมาบอกฤกษ์ใหม่ให้ ก็ได้ช่วงเวลาที่หมอทำคลอดว่างตรงกัน แต่โหรก็บอกว่าเสียดาย ถ้าได้วันที่ 9 ตั้งแต่ตอนแรก ก็จะเป็นวันที่ดีกว่านี้อีก... สรุปแล้ว ได้คลอดวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ครับ เวลาประมาณ 6 โมงเช้า ไปบอกหมอทำคลอด ก็โอเคล่ะ.. ตอนนี้ที่เหลือก็แค่ทำตัว เตรยมความรู้ เตรียมของ ให้พร้อมที่สุดสำหรับการเป็นพ่อแม่ล่ะคร๊าบ..
 |